อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นห่วงสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย จากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาเพิ่มขึ้น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะช่วยชะลอการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาและปกป้องระบบสุขภาพไทยในระยะยาว
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยภายหลังร่วมพิธีเปิดงานประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน โดยการจัดงานมีวัตถุประสงค์ เพื่อรับทราบทิศทางของนโยบายระดับโลก และระดับประเทศ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อมูล เรียนรู้ขยายความร่วมมือ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคีเครือข่าย นำไปสู่แก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ พัฒนาระบบการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว ว่า ที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง จาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็น “ยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย” มีอัตราดื้อยาสูงกว่าร้อยละ 70 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชนิดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มียาในการรักษา
ขณะที่ เชื้อ Klebsiella pneumoniae พบแนวโน้มการดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต
ส่วนเชื้อ E. coli แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อ
ชนิดอื่น แต่พบอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone และ Cefotaxime ในระดับค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผลจากการเฝ้าระวังในระดับพันธุกรรม พบว่าเชื้อ E. coli ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกันและมีรูปแบบการดื้อยาเหมือนกัน พบได้ทั้งใน คน สัตว์ อาหาร น้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียจากโรงพยาบาล และน้ำในสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระบบโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายสู่สัตว์และสิ่งแวดล้อมแล้ว
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ย้ำว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ถือเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวัง
ทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
เข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารเพิ่มความตระหนักรู้ ให้เกิดการชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต ทั้งนี้ ศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังคงร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ในการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและการตอบสนองด้านสาธารณสุขของประเทศไทย
สำหรับประชาชนหรือผู้ป่วย เพื่อหยุดยั้งเชื้อดื้อยา ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว รวมทั้งห้ามซื้อยา
ปฏิชีวนะกินเอง ห้ามหยุดยาเอง และห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นเด็ดขาด
********** มิถุนายน 2569*********








