รัฐร่วมจ่ายค่าเช่าบ้าน-หนุนครอบครัวอุปการะ คืนคนไร้บ้านกลับสู่ชีวิตมั่นคง
ปัญหาคนไร้บ้านและคนไร้ที่พึ่ง ไม่ใช่เพียงภาพของคนที่ไม่มีที่พักอาศัย แต่สะท้อนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ครอบครัว สุขภาพ และโอกาสในการกลับมาตั้งหลักชีวิตอีกครั้ง
วันที่ 29 เมษายน 2569 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เดินหน้าเปิดอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดูแลคนไร้ที่พึ่ง ผ่านโครงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจอนุบัญญัติกฎหมายการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง “สวัสดิการที่อยู่อาศัยและสวัสดิการครอบครัวอุปการะ” โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. , นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และผู้แทนภาคีเครือข่าย เข้าร่วม ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ
งานครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังของภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวง พม. กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิพัฒนาเพื่ออยู่อาศัย สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย มูลนิธิกระจกเงา และมูลนิธิอิสรชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสวัสดิการที่ไม่ใช่เพียง “การช่วยเหลือเฉพาะหน้า” แต่เป็นการออกแบบเส้นทางให้คนไร้ที่พึ่งสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
นายนิกร เปิดเผยว่า กระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ดำเนินงานยกระดับคุณภาพชีวิตคนไร้ที่พึ่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลการสำรวจประชากรคนไร้บ้านของ สสส. ร่วมกับกระทรวง พม. พบว่า จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นจาก 1,307 คน ในปี 2559 เป็น 2,720 คน ในปี 2561 และ 3,534 คน ในปี 2563 ก่อนจะลดลงเหลือ 2,499 คน ในปี 2566
แม้จำนวนรวมจะลดลง แต่ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าจับตา โดยคนไร้บ้านส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40–59 ปี คิดเป็นร้อยละ 56.8 และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามลำพังถึงร้อยละ 74.1 ขณะที่จังหวัดที่พบคนไร้บ้านมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น กาญจนบุรี นครราชสีมา และสงขลา
ที่สำคัญ คนไร้บ้านหน้าใหม่ หรือผู้ที่เข้าสู่ภาวะไร้บ้านไม่เกิน 2 ปี มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 39 ซึ่งเป็นกลุ่มที่หากรัฐและเครือข่ายสามารถเข้าถึงได้เร็ว สนับสนุนได้ตรงจุด และดูแลได้ครอบคลุม จะช่วยให้พวกเขากลับมาตั้งหลักชีวิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
จากโจทย์ดังกล่าว กระทรวง พม. จึงเดินหน้าปรับบทบาทจาก “รัฐผู้สงเคราะห์” ไปสู่ “รัฐผู้สนับสนุน” เพื่อสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งกว่าเดิม โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลจากระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ MSO-Logbook เป็นเครื่องมือในการคัดกรองและเชื่อมโยงสิทธิสวัสดิการให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนอย่างแม่นยำ
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือ ประกาศสำคัญ 2 ฉบับ ที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างในการดูแลคนไร้ที่พึ่ง
ฉบับแรก คือ การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ผ่านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่อยู่อาศัยในรูปแบบ “ร่วมจ่าย” โดยคนไร้บ้านร่วมสมทบ และรัฐช่วยสนับสนุนค่าเช่าตามจริงไม่เกิน 1,500 บาทต่อเดือน รวมถึงค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอน และค่าใช้จ่ายสนับสนุนภาคีเครือข่ายภาคเอกชนที่ร่วมดำเนินงาน
มาตรการนี้ไม่ได้มองที่อยู่อาศัยเป็นเพียงหลังคาคุ้มแดดคุ้มฝน แต่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ช่วยให้คนไร้ที่พึ่งมีจุดเริ่มต้นใหม่ มีที่พัก มีหลักยึด และสามารถวางแผนชีวิตในขั้นต่อไปได้
ฉบับที่สอง คือ การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแบบครอบครัวอุปการะ โดยสนับสนุนค่าตอบแทนแก่ครอบครัวที่รับอุปการะคนไร้ที่พึ่ง 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน เพื่อส่งเสริมให้คนไร้ที่พึ่งมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมแบบครอบครัว ลดความโดดเดี่ยว และสร้างความอบอุ่นทางสังคม
แนวทางนี้ถือเป็นเครื่องมือทางสังคมที่สำคัญ เพราะการฟื้นฟูชีวิตของคนไร้ที่พึ่งไม่ได้ต้องการเพียงเงินช่วยเหลือ แต่ต้องการความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกว่า “ยังมีที่ยืนในสังคม”
นายนิกร ยังเชิญชวนองค์กรที่ทำงานด้านที่อยู่อาศัย สถานประกอบการ ครอบครัว ชุมชน และภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงาน โดยปี 2569 ถือเป็นปีแรกของการเริ่มต้นผลักดันมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระทรวง พม. ได้เตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ พร้อมจัดตั้ง “ทีมสร้างสุข” เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ปฏิบัติงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่
การขับเคลื่อนสวัสดิการที่อยู่อาศัยและครอบครัวอุปการะในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือคนไร้บ้าน แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ให้ระบบสวัสดิการไทยมีความยืดหยุ่น เข้าถึงคนเปราะบางได้จริง และเปิดโอกาสให้คนไร้ที่พึ่งกลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
เพราะท้ายที่สุด การแก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่งไม่ได้จบลงที่การมีที่นอนหนึ่งคืน แต่อยู่ที่การทำให้คนคนหนึ่งมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีพื้นที่ปลอดภัย มีคนเข้าใจ และมีสังคมที่พร้อมประคองให้เขากลับมายืนได้อีกครั้ง
ภายใต้นโยบายของกระทรวง พม. การดูแลคนไร้ที่พึ่งกำลังขยับจากการช่วยเหลือแบบรายกรณี ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่มั่นคง สอดคล้องกับเป้าหมายการสร้าง “สังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน”
#พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #บ้านบางแค #ผู้สูงอายุ #กรมกิจการผู้สูงอายุ #DayCareผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย





