กรมควบคุมโรค แถลงข่าว “มีนาใส่ใจ รู้ทันโรคและภัยหน้าร้อน” ย้ำประชาชนทุกช่วงวัย เฝ้าระวังสุขภาพ ป้องกันโรคและภัยอย่างเหมาะสมในช่วงอากาศร้อน
วันนี้ (24 มีนาคม 2569) แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และ นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ในฐานะโฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าวในหัวข้อ “มีนาใส่ใจ รู้ทันโรคและภัยหน้าร้อน” เพื่อติดตามสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน พร้อมเน้นย้ำประชาชนทุกช่วงวัยใส่ใจสุขภาพตนเองอย่างใกล้ชิด
5 อันดับโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 21 มีนาคม 2569) ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคอาหารเป็นพิษ และโรคสุกใส
5 อันดับโรคที่พบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 21 มีนาคม 2569) ได้แก่ โรคไข้หูดับ โรคไข้สมองอักเสบ โรคเมลิออยโดสิส โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคไข้มาลาเรีย
โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 148,541 ราย เสียชีวิต 12 ราย ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 กุมภาพันธ์ 2569) พบผู้ป่วยสะสม 51,998 ราย แนวโน้มผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา โดยพบผู้ป่วยส่วนใหญ่ในเขตภาคเหนือตอนบน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี ส่วนสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ A/H3N2 แนะประชาชน สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในพื้นที่มีคนอัดหรือสงสัยป่วย ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ หากป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ควรหยุดพักรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ แนะนำ 7 กลุ่มเสี่ยง รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค
โรคสุกใส ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 13,350 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 กุมภาพันธ์ 2569) พบผู้ป่วยสะสม 5,647 ราย แนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน พบรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา โดยพบมีกิจกรรมของนักเรียนนักศึกษารวมกัน เช่น การเข้าค่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี แนะล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย หากมีไข้ร่วมกับผื่นหรือตุ่มน้ำใสตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น รวมถึงเฝ้าระวังอาการในผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลา 10 – 21 วัน วัคซีนโรคสุกใสสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้น สำหรับเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ แนะนำผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคสุกใสหรืองูสวัดมาก่อน ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็นวัคซีนทางเลือกและการบริการที่มีค่าใช้จ่าย
โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ ประกอบด้วย 3 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคอาหารเป็นพิษ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 39,233 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 กุมภาพันธ์ 2569) พบผู้ป่วยสะสม 13,985 ราย แนวโน้มผู้ป่วยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 274,151 ราย เสียชีวิต 2 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 28 กุมภาพันธ์ 2569) พบผู้ป่วยสะสม 102,165 ราย เสียชีวิต 1 ราย แนวโน้มผู้ป่วยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน โรคอหิวาตกโรค ติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ คลื่นไส้อาเจียน และอาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงได้ แนวทางป้องกันโรคทางเดินอาหารและน้ำ แนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” กินอาหารปรุงสุกใหม่ แยกเก็บอาหารสุกและดิบในอุณหภูมิที่เหมาะสม อาหารปรุงสุกเก็บเกิน 2 ชั่วโมงต้องอุ่นร้อนก่อนกิน ล้างมือให้สะอาดก่อนจับอาหาร ชงนมเด็ก หลังเข้าห้องน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรก และสัตว์เลี้ยง เลือกดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดมีเครื่องหมาย อย. ปิดสนิท และน้ำแข็งที่สะอาด ไม่มีสี หรือกลิ่นผิดปกติ
โรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่ปี 2559 – 2569 พบรายงานสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า 5,027 ตัว มีผู้เสียชีวิตโรคพิษสุนัขบ้า 77 ราย โดยปี 2569 สัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า 87 ตัว และมีผู้เสียชีวิตโรคพิษสุนัขบ้า 2 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569) ปัจจัยเสี่ยงสำคัญเกิดจากการไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนหลังถูกกัด ข่วน หรือเลียบาดแผล การนำสัตว์จรมาเลี้ยง โดยไม่ระวังอาการ ไม่พาสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และความชะล่าใจ หรือความเชื่อที่ผิด เช่น ลูกสุนัขไม่เป็นโรค หรือโรคนี้เกิดเฉพาะหน้าร้อน แนะประชาชนนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนตามกำหนด หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์จรจัด หากนำสุนัขเข้ามาเลี้ยง ควรสังเกตอาการ หากมีอาการดุร้าย หรือซึมผิดปกติ ควรรีบพาไปหาสัตวแพทย์ และหากสัตว์ตายภายใน 10 วันหลังแสดงอาการ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เพื่อนำไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงหน้าร้อน แต่พบได้ทั้งปี สามารถเกิดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นด้วย เช่น แมว โค กระบือ และม้า การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัส โดยใช้คาถา 5 ย. “อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง” หากถูกสัตว์กัด ข่วน แม้แผลเล็กน้อย หรือเลียที่บาดแผล แม้แผลเล็กน้อย ควรเข้าพบแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
โรคไข้กาฬหลังแอ่น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย จากการสอบสวนโรคทั้ง 3 ราย ไม่พบประวัติเสี่ยงการสัมผัสโรคชัดเจนในช่วง 10 วันก่อนป่วย เช่น เดินทางออกนอกพื้นที่ เที่ยวสถานบันเทิง เข้าร่วมพิธีฮัจญ์ ใกล้ชิดชาวต่างชาติ หรือมีผู้มาเยี่ยมจากนอกพื้นที่ กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 0 – 4 ปี ส่วนกลุ่มอายุที่พบผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 20 – 29 ปี สายพันธุ์ของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นที่ตรวจพบในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 – 2569 คือ Serogroup B (สายพันธุ์ B) โดยในช่วงปี 2560 – 2565 พบ 8 ราย จากทั้งหมด 18 ราย ปี 2566 พบ 9 ราย จากทั้งหมด 9 ราย ปี 2568 พบ 7 ราย จากทั้งหมด 8 ราย และยังคงตรวจพบต่อเนื่องในปี 2569 อีก 2 ราย จากทั้งหมด 3 ราย ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับการระบาดที่มณฑลเคนต์ สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังตรวจพบสายพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ W–135, Y และ C กระจายในสัดส่วนที่น้อยกว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง มีสาเหตุจากเชื้อ Neisseria meningitidis ระยะฟักตัวประมาณประมาณ 2 – 10 วัน โดยเฉลี่ย 3 – 4 วัน ติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสใกล้ชิดผ่านละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ที่มีเชื้อ หรือเป็นพาหะ (มีเชื้ออยู่แต่ไม่แสดงอาการ) ผู้ป่วยมักจะมีไข้มาก่อนประมาณ 2 – 3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ ผื่นอาจมีรูปร่างคล้ายดาวกระจาย มักเป็นบริเวณลำตัวส่วนล่าง, ขา, เท้า และบริเวณที่มีแรงกดบ่อย ๆ เช่น ขอบกางเกง, ขอบถุงเท้า อาจเป็นที่เยื่อบุตาหรือมือได้ หากมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง, อาเจียน, คอแข็ง อาจซึมลง ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือสับสนได้ อัตราการเสียชีวิตขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แนะประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า และงดสูบบุหรี่ร่วมกัน หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด ล้างมือให้สะอาด และปิดปากเมื่อไอหรือจาม หากสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ควรรีบปรึกษาแพทย์ แนะนำการฉีดวัคซีนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ 1) ผู้เดินทางแสวงบุญ (ฮัจย์/อุมเราะห์) ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย 2) ผู้ที่มีโรคพันธุกรรมบางอย่างที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่ใช้ยากดภูมิ 3) เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ต้องสัมผัสเชื้อโดยตรง 4) นักเรียน/นักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ (เฉพาะกรณีที่มีข้อกำหนดของประเทศปลายทางหรือสถานศึกษา) เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย 5) ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก เช่น มหกรรมกีฬานานาชาติ และ 6) อาจพิจารณาเพิ่มเติมในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
อุบัติเหตุจากการจมน้ำ ปี 2559 – 2568 คนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 3,748 คน เฉลี่ยวันละ 10 คน โดยช่วงฤดูร้อน (มีนาคม – พฤษภาคม) จมน้ำเฉลี่ย 964 คน เดือนเมษายนมีจำนวนสูงที่สุด (334 คน) กลุ่มอายุที่เสียชีวิตสูงสุด คือ 45 – 59 ปี รองลงมาคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของการจมน้ำทั้งปี สาเหตุเกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุด รองลงมาคือ พลัดตกลื่น เกือบทั้งหมดของคนที่จมน้ำไม่มีการสวมเสื้อชูชีพ แนะประชาชนยึด 3 คำ จำขึ้นใจ “ชูชีพ กฎ งดดื่ม” ใส่ชูชีพทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำ ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางน้ำ งดดื่มแอลกอฮอล์เมื่ออยูใกล้แหล่งน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ
โรคที่เกี่ยวกับความร้อน ปี 2569 พบผู้ป่วย 36 ราย เพศชาย 28 ราย และเพศหญิง 8 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไปกลางแจ้ง แนวโน้มผู้ป่วยโรคจากความร้อนเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม – พฤษภาคม) โดยเฉพาะโรคลมร้อน (Heat stroke) เป็นภาวะรุนแรงที่อาจเสียชีวิตได้ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง แนะประชาชนเลี่ยงแดดจัด งดกิจกรรมกลางแจ้ง ช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดต่อเนื่องนานเกินไป ดื่มน้ำให้เพียงพอ เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามทิ้งเด็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแดด เพราะรถที่จอดตากแดดโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้เร็วมากภายใน 10 นาที อาการสำคัญของฮีทสโตรก ได้แก่ ตัวร้อนจัด ผิวหนังร้อนแดง ไม่มีเหงื่อ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น สับสน อ่อนเพลีย หรือหมดสติ อาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก พูดจาสับสน หากพบผู้มีอาการดังกล่าว ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว หรือโทรแจ้งสายด่วน 1669 สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรให้ผู้ป่วยนอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ซอกคอ รักแร้ และศีรษะ ร่วมกับใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จับนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้โคนลิ้นอุดตันทางเดินหายใจ และให้รีบนำส่งโรงพยาบาล
รณรงค์วันสำคัญ วันวัณโรคสากล (World TB Day) ในวันที่ 24 มีนาคม ของทุกปี สหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรค และโรคปอดนานาชาติ กำหนดให้เป็น “วันวัณโรคสากล” (World TB Day) เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยของวัณโรคที่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก สำหรับประเทศไทยใช้ Theme หลักคือ “(Yes! We can End TB) ยุติวัณโรค เราทำได้” โดยกำหนดประเด็นสำคัญในการสื่อสาร คือ “รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย ไม่ตีตรา” รู้เร็ว หมายถึง ตรวจหาโรคทันทีเมื่อมีความเสี่ยงหรือมีอาการ เพื่อให้วินิจฉัยและเริ่มรักษาได้ทันเวลา รักษาหาย หมายถึง วัณโรครักษาหายได้ หากรับประทานยาครบตามแพทย์สั่ง ไม่แพร่กระจาย หมายถึง รักษาเร็ว สวมหน้ากากอนามัยเมื่อไอจาม เพื่อลดการแพร่เชื้อ และไม่ตีตรา หมายถึง การมีทัศนคติที่ดี ไม่รังเกียจ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยก ไม่ลดคุณค่า เพราะจะทำให้ผู้ป่วยไม่กล้ามาตรวจ หยุดยา หยุดการรักษา ปกปิดการป่วย ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มการเข้าถึงบริการและความร่วมมือของสังคม
วันผู้สูงอายุแห่งชาติ วันที่ 13 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ไทยหรือวันสงกรานต์ ชวนลูกหลานมอบของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ คือ บ้านที่ปลอดภัยตลอดทั้งปี ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์นี้ ลูกหลานเช็กให้หน่อย ปลอดภัยทั้งปี” ปัจจุบันพบว่าจาก 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุหกล้มทุกปี หกล้มมากที่สุดบริเวณบ้าน ร้อยละ 50 ภายในตัวบ้าน ร้อยละ 32 การสะดุ






